ท้องผูกเรื้อรัง เป็นมานานจะหายไหม ทำอย่างไรให้หายเร็วที่สุด

ท้องผูกเกิดจาก

อาการ ท้องผูกเป็นผลมาจากการที่ลำไส้ใหญ่บีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้าระหว่างย่อยอาหาร จึงทำให้ไม่สามารถกำจัดอุจจาระออกจากระบบทางเดินอาหารได้ปกติ ทีนี้ปัญหาที่จะตามมาคือการตกค้างของของเสียในลำไส้ใหญ่ เมื่อมีการตกค้างนานๆ จะมีการดูดน้ำในอุจจาระกลับ อุจจาระจึงมีลักษณะแห้ง แข็ง และมีขนาดใหญ่ขึ้น ยิ่งอุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากต่อการขับถ่ายออกมา ท้องผูกมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในทุกคน และมักเป็นปัญหาชั่วคราว หายได้หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน แต่สำหรับบางคนอาการท้องผูกอาจเป็นปัญหาต่อเนื่อง น่ารำคาญใจ จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในอนาคตได้ สาเหตุทั่วไปของอาการท้องผูก มีดังนี้

  • การรับประทานอาหารที่มีกากใยต่ำ เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ นม หรือชีส
  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ( ขาดน้ำ )
  • ออกกำลังกายไม่เพียงพอ
  • การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดินทาง การกินอาหาร หรือ การทำงาน
  • ปัญหาทางด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ
  • ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรด อาหารเสริมแคลเซียม ธาตุเหล็ก ยาแก้ปวด ยาขับปัสสาวะ ยารักษ
  • โรคซึมเศร้า ยาระงับอาการทางจิต หรือยาแก้อาการชัก
  • การตั้งครรภ์
  • ความผิดปกติจากกล้ามเนื้อ เช่น โรคพาร์กินสัน เส้นประสาทไขสันหลังบาดเจ็บ หรือโรคหลอดเลือดในสมอง
  • ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย

ท้องผูกเกิดจาก

อาการแบบไหนที่เรียกว่าท้องผูก

  • อุจจาระเป็นก้อนแข็ง แห้ง หรือเป็นเม็ดเล็ก ๆ
  • ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ถ่ายอุจจาระดำหรือเป็นเลือดอาเจียนดำหรือเป็นเลือด
  • ถ่ายอุจจาระไม่สุด ถ่ายไม่ออก ถ่ายออกได้ยาก ต้องใช้แรงเบ่งหรือใช้มือช่วยล้วง
  • ถ่ายอุจจาระดำหรือเป็นเลือดอาเจียนดำหรือเป็นเลือด
  • ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆ จะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด
  • น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • รู้สึกท้องอืดหรืออึดอัด

ระวังการนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

อาการท้องผูกอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคริดสีดวงทวาร เกิดจากการโป่งพองออกของเส้นเลือดดำที่ทวารหนัก ที่มีเนื้อเยื่อบริเวณขอบทวารยื่นออกมา เพราะอุจจาระที่ครูดกับผิวหรือเยื่อเมือกของทวารหนัก จนเกิดเป็นแผลอาจส่งผลให้มีเลือดออกทางทวารหนักได้ โดยริดสีดวงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ “ริดสีดวงภายนอก”และ “ริดสีดวงภายใน” ตลอดจนการเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ การสังเกตร่างกายของตัวเองสำคัญมาก เมื่อพฤติกรรมของร่างกายต่างไปจากเดิม ให้รีบปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

ระวังการนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

วิธีการรักษาและป้องกันอาการท้องผูก

เราสามารถจัดการกับอาการท้องผูกที่รู้สึกว่าเป็นเล็กน้อยถึงปานกลางได้ที่บ้าน การดูแลตนเองเริ่มต้นด้วยการเก็บข้อมูลจากสิ่งที่กิน การดื่มน้ำ และทำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อบรรเทาอาการ ดังนี้

  1.  ดื่มน้ำ 1-2 ลิตร เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ
  2.  ตรวจสอบการนั่งบนชักโครก การวางเท้าบนเก้าอี้และโน้มตัวมาข้างหน้า (ประมาณ 35 องศา) ทำให้มีการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่ดีขึ้น
  3.  ปรับเปลี่ยนอาหาร เพิ่มผลไม้ ผัก ธัญพืช ถั่ว ลูกพรุน และอาหารที่มีกากใยสูงอื่นๆ ในมื้ออาหาร กินอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ และชีส ให้น้อยลง
  4.  สร้างกิจวัตรในการถ่ายอุจจาระให้สม่ำเสมอและให้เป็นเวลา แบะหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ขณะขับถ่าย
  5.  หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาระบายที่จำหน่ายโดยไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ สอบถามเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือในการเลือก และอย่าใช้ยาระบายนานเกินสองสัปดาห์ การใช้ยาระบายมากเกินไปอาจทำให้อาการแย่ลงได้
  6.  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  7.  ไม่กลั้นอุจจาระโดยไม่จำเป็น ปวดเมื่อไหร่ควรรีบไปเข้าห้องน้ำ เพราะการกลั้นอุจจาระประจำทำให้เกิดการตกค้างของอุจจาระ จนเกิดปัญหาท้องผูกตามมาได้

ท้องผูก กินอะไรดี แหล่งไฟเบอร์ที่ดีมีอะไรบ้าง?

อาหาร

ไฟเบอร์ปานกลาง

ไฟเบอร์สูง

ผัก

หัวผักกาด, มันฝรั่งพร้อมเปลือก, อะโวคาโด, บร็อคโคลี, กะหล่ำปลี, แครอท, ข้าวโพด, ถั่วเขียว, ถั่วลันเตา, ผักโขม  

ผลไม้

แอปเปิ้ลที่มีเปลือก, อินทผลัม, มะละกอ, มะม่วง, ส้ม, ลูกแพร์, กีวี, สตรอเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, แบล็กเบอร์รี่, ลูกเกด

ลูกพรุนสุกลูก, มะเดื่อแห้ง

ธัญพืช

รำลูกเกด, รำข้าวโอ๊ต, ข้าวสาลีหั่นฝอย, ข้าวสาลี, ข้าวโอ๊ต, กราโนล่า, มูสลี่

รำข้าวโพด, รำข้าวสาลี

ขนมปัง

ขนมปังโฮลวีต, ขนมปังกราโนล่า, มัฟฟินรำข้าวสาลี

 

 เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

  • เมื่อเห็นเลือดในอุจจาระ
  • น้ำหนักลดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
  • มีอาการปวดอย่างรุนแรงจากการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • ปวดท้องมากอึดอัดแน่นท้องคลื่นไส้อาเจียน
  • อาการท้องผูกกินเวลานานกว่า 3 สัปดาห์
  • ถ่ายเหลวและถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ หรือปวดถ่ายอุจจาระในแบบที่ต้องถ่ายทันทีอย่างหาสาเหตุไม่ได้

อ้างอิง :

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ ท้องผูก